Tom Dyckhoff

เขียนเรื่องราวที่มีประโยชน์ สาระ วาไรตี้ เสพได้ที่นี่เลย

Business Model อีกหนึ่งปัจจัยที่ Start Up ควรใส่ใจ

Author: No Comments Share:
Business Model

ธุรกิจที่ไอเดียบรรเจิดที่สุด นักพัฒนาฝีมือดีที่สุด เงินทุนหนาที่สุด อาจไม่สามารถประสพความสำเร็จในการทำธุรกิจก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็น tech start up เพราะลักษณะการสร้างราย หรือ Business Model ไม่โดนนั้นเอง

หลายคนเริ่มก่อตั้ง start up โดยมีแนวความคิดแต่ว่า…

  1. สินค้าตัวเองต้องดีกว่าคนอื่น
  2. ถูกกว่าคนอื่น
  3. หรือแปลกใหม่กว่าคนอื่น

และนั้นจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มันขายได้ ผมต้องขอเตือนสติไว้ก่อนเลยว่าที่คิดเช่นนั้นคุณกำลังคิดผิด!!!

ใช่ครับคิดผิด!

ผิดข้อแรก

คือสินค้าไม่จำเป็นต้องดีกว่าคนอื่น แต่หากมันเหมาะสมกว่า ถูกใจผู้ใช้บางกลุ่มกว่าสินค้าที่มีอยู่ ใช้งานง่ายกว่า มันก็สามารถสร้างรายได้ได้

ตัวอย่างเช่น Instragram ไม่ได้เป็นแอพถ่ายรูป หรือตกแต่งรูปที่ดีที่สุด แต่เป็นโปรแกรมที่รวมระบบการแชร์ การถ่าย และการฟิลเตอร์รูปเข้าด้วยกันใน ทั้งนี้ Instragram ก็ยังมุ่งเน้นเฉพาะการทำแอพสำหรับมือถือโดยเฉพาะ Iphone เท่านั้น และเมื่อเริ่มครองใจผู้ใช้ได้จึงค่อยขยายมาสู่แอนดรอยด์นั้นเอง

จะเห็นได้ว่า Instragram ไม่ได้ดีกว่า iPhoto, Photoshop, Photoscrap หรือ Lightroom เลย แต่กลับมีคุณลักษณะที่แตกต่างและเหมาะมากสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม

ผิดข้อสอง

คือสินค้าไม่จำเป็นต้องถูกว่าคนอื่นก็สามารถสร้างรายได้ได้ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับการตั้งจุดยืนให้กับสินค้าของต้นด้วย เช่นแพงเพราะรับประกันนานขึ้น เพราะน่าเชื่อถือกว่า เพราะเชื่อมต่อกับคนอื่นง่ายกว่า ฯลฯ

ลองคิดดูว่าทำไมคนนิยมใช้ Microsoft office มากกว่า iWork หรือ Open office ทั้งที่หลายคนมักให้ข้อสังเกตุว่า Ms Office ค้างบ่อย ราคาแพง (ของแท้น่ะครับไม่ใช่ office พันทิพย์ style) ราคาครบชุดอยู่ที่หลายพันถึงหลักหมื่นก็ยังขายได้ทั้งๆที่มี bug เหมือนโปรแกรมอื่นๆ ต้อง update บ่อยแถมยังเป็นที่แพ่งเล็งของ Virus computer อีกด้วย แต่คนก็ยังซื้อเพราะความเชื่อในคุณภาพบ้าง ความเคยชินบ้าง (Learning curve) หรือเป็นเพราะสามารถใช่ร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายบ้าง (Compatiblility หรือ Network effect)

ป.ล. บางครั้งผมเซ็งที่โปรแกรมที่แสนแพงนี้ค้าง ทำให้งานที่ทำมาหายหมดจนแทบอยากจะโยนคอมพิวเตอร์ทิ้ง แต่ก็ยังคงใช้โปรแกรมอยู่ถึงทุกวันนี้ นี้แหละครับพลังของความเคยชินและ network effect

คิดผิดเรื่อง Business Model

ผิดข้อสาม

คือสินค้าไม่จำเป็นต้องแปลกใหม่แต่หากการบริหารคล่องแคล่ว การตลาดลึกซึ้ง และรู้จักเล่นกับจุดอ่อนของลูกค้าก็สามารถทำกำไรได้

อันนี้ผมขอยกตัวอย่าง Zappos ซึ่งเป็น web ขายรองเท้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆของโลก (ล่าสุด Amazon ซื้อกิจการต่อในราคา 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

โดย Zappos ไม่ได้เน้นสินค้าที่แปลกใหม่แต่เน้นบริการที่น่าประทับใจ เช่นคืนสินค้าได้ภายใน 365 วัน บริการส่งฟรีทั้งตอนขายและตอนคืนสินค้า

แน่นอนว่าวิธีนี้ช่วยกำจัดปัญหาหลักๆออกไป อาทิเรื่องความกลัวว่ารองเท้าจะใส่ไม่สบาย หรือไม่ถูกใจ หรือใส่ไม่พอดีหากซื้อออนไลน์ ทำให้ลูกค้ากล้าที่จะซื้อออนไลน์มากขึ้น และประทับใจกับนโยบายของบริษัทมากขึ้น แถมเมื่อลูกค้ายิ่งรู้สึกประทับใจกับการให้บริการและนโยบาย ลูกค้าก็ยิ่งบอกต่อและซื้อซ้ำทำให้ต้นทุนค่าบริการถูกหารเฉลี่ยลงด้วยจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

เห็นไหมครับขายของเหมื่อนคนอื่นแต่บริการต่างนิดหน่อยก็ work ได้เหมือนกัน

 

แค่ที่ผมเล่ามานี้ก็แสดงให้เห็นว่าบางท่านที่คิดคล้ายกับที่ผมกล่าวตอนต้นนั้นได้คิดผิดไปถึงสามอย่างแล้ว คือสินค้าไม่ต้องดีกว่าคนอื่น ไม่ต้องถูกกว่าคนอื่น และไม่ต้องแปลงใหม่กว่าคนอื่นเสมอไป แต่ที่สำคัญกว่าสามข้อที่กล่าวมาก็คือ…

การคิดผิดข้อที่สี่!!

ใช่ครับข้างบนมีสามข้อ แต่ผมกำลังพูดถึงข้อสี่ เพราะข้อสี่นั้นคนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ และตัวเองกำลังคิดผิดนั้นคือหากสินค้าหรือบริการของคุณพร้อมทุกด้านคุณจะสามารถขายมันให้ผู้บริโภคได้….

ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะของดีมี ให้ใช้ฟรีมากมายโดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึง บริการ online แล้วผู้บริโภคจะซื้อคุณทำไม และกลับกัน…

จำเป็นหรือที่ต้องขายเพียงอย่างเดียว

คุณคิดว่า..จำเป็นไหม ที่จะต้องทำเงินโดยการขายเพียงอย่างเดียว???

  • Google ไม่คิดตังค์ค่าค้นหาข้อมูล
  • youtube ไม่คิดตังค์ค่าดูหนัง
  • line ไม่คิดตั้งค่า แชท
  • dropbox ไม่คิดตังค์ค่าใช้ cloud
  • BBC หรือ CNN ไม่คิดตั้งค่านำเสนอข่าว
  • Utorrent ไม่คิดตังค์ค่าโหลดบิท
  • instragram ไม่คิดตังค์ค่า filter ถ่ายรูป
  • Apple ไม่คิดตังค์ค่า facetime, itune, Mail, iPhoto, iCal, และโปรแกรมอื่นๆ
  • Avast ไม่คิดตั้งค่า anti virus free edition
  • Fun88 มีเครดิตให้ทดลองเดิมพันฟรี 200 บาท

เห็นไหมครับของดีฟรีๆมีให้เห็นอยู่มากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วคุณยังคิดว่าจะทำรายได้จากการขายได้อย่างง่ายๆอยู่อีกหรือเปล่า

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือรายได้ของบริษัทอาจไม่ได้มาจากการขายสินค้าหรือบริการโดยตรงก็ได้

ที่มาของรายได้มันขึ้นอยู่กับ BUSINESS MODEL ต่างหาก!!!

Business Model ก็คือวิธีที่กิจการดำเนินการหรือสร้างรายได้นั้นเอง

  • Google ให้บริการผู้ค้นหาฟรีแต่ติดโฆษณาเพื่อสร้างรายได้
  • Skype หรือ Dropbox ธุรกิจแตกต่างกันแต่ Business Model เหมือนกันคือเป็นระบบ freemium แล้วค่อยเก็บตังค์ค่า upgrade ให้คนใ้ฟรีจนติด ทีนี้ก็ย้ายลำบากแล้ว
  • iTune กับ eBay แม้จะเป็นธุรกิจที่ต่างกันคือขาย multi media กับ online auction แต่ก็ใช้ business model เดียวกันคือการเก็บค่าธรรมเนียมเป็น % จากการขายเหมือนกัน
  • ส่วน Shopify ก็ใช้รูปแบบ business model SaaS คือใช้สินค้าเป็นบริการและเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายเดือนเอา

และอีก business model ที่น่าสนใจและเห็นบ่อยขึ้นในปัจจุบันก็คือแบบให้ใช้สินค้าหลักฟรีหรือในราคาที่ถูกมากแต่คิดค่าแอพพลีเคชั่น หรือสินค้าเสริมในอัตราที่สูงซึ่งจะช่วยสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว เช่นธุรกิจ inkjet printer ที่ขายเครือง printer ถูกจนน่าตกใจ (ผมเชื่อว่าหลายบริษัทขายในราคาที่แทบไม่มีกำไร) แต่ที่ทำไปก็เพื่อขายหมึกซึ่งเป็นที่มาของกำไรมหาศาลของบริษัทนั้นเอง

จะเห็นได้ว่ารูปแบบ business model ที่จะสร้างรายได้หรือกำไรให้กับธุระกิจไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบการขายเท่านั้นแต่มาได้จากหลากหลายวิธีฉนั้นหากคุณคิดจะสร้าง Start Up ก็ควรที่จะคิดว่า Business model คุณควรเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้มีกำไรอย่างยั่งยืนและแข่งขันกับคู่แข่งได้

ทีนี้หลายคนอาจยังคงมีคำถามที่คาใจอยู่ว่า Business Model มันมีแบบไหนบ้าง และ Business Model ที่ดีควรเป็นอย่างไร….. ยังไม่บอกครับ…. โปรดติดตามอ่านตอนต่อไปน่ะครับ ^.^

Previous Article

ความสบาย บาคาร่า บนโทรศัพท์เคลื่อนที่

Next Article

การตลาดที่ดี ควรเริ่มต้นที่อะไร?

You may also like

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *